
ความขัดแย้งก่อให้เกิดกำแพงกั้นในความสัมพันธ์ กำแพงนี้ง่ายที่จะสร้างขึ้นและยากที่จะทำลายลงได้
ในชุมชน ครอบครัว ตลอดจนคริสตจักรเอง ไม่สามารถหลีกเลี่ยงความขัดแย้งได้ ความขัดแย้งเป็นเรื่องปกติ สามารถหาข้อยุติได้ในกรอบของกลไกที่มีอยู่ ก็สามารถดำเนินต่อไปได้ หรือตราบเท่าที่ปัญหาความขัดแย้งอยู่ในสัดส่วนที่ไม่แผ่กระจายไปทั้งระบบ
ซึ่งในภาพรวมจะถือได้ว่า “ยัง” อยู่ได้ แต่ถ้าความขัดแย้งถึงจุดที่ไม่สามารถจะแก้ไขเยียวยาได้ ทางเลือกก็จะถูกจำกัดลง โดยมีทางออกอยู่สองทางคือ (1) พยายามแก้ไขโดยสันติวิธี ด้วยการเจรจาหรือไกล่เกลี่ย หรือ (2) ใช้กำลังหรือความรุนแรง ซึ่งอย่างหลังนี้เป็นฉากที่เจอบ่อยตั้งแต่เด็กจนแก่ สังคมก็ช้ำแล้วช้ำอีก
เมื่อความบาปเข้ามาในโลก การโต้เถียง ความขัดแย้ง และการต่อสู้ได้เริ่มต้นขึ้น อาดัมโทษเอวา คาอินฆ่าน้องชายของเขา หลังจากนั้นประวัติศาสตร์ของโลกก็เต็มไปการต่อสู้กันทุกรูปแบบ
เมื่อผู้คนหันไปจากทางของพระเจ้า พวกเขาเริ่มทะเลาะวิวาทกัน เราเห็นความสัมพันธ์ที่พังทลาย ชีวิตสมรสที่ล้มเหลว ครอบครัวแตกสลาย ความสัมพันธ์ถูกทำลาย เกิดสงครามกลางเมือง และสงครามระหว่างประเทศ ที่น่าเศร้ามากๆ คือคริสตเตียนไม่มีภูมิคุ้มกันในเรื่องนี้ แต่กลับมีการโต้เถียง สร้างความขัดแย้ง ต้องการเป็นผู้ชนะ และมีการต่อสู้กันมาตั้งแต่เริ่มแรก
ความขัดแย้งย่อมจะมีสองฝ่าย เป็นเรื่องที่ดีที่สุดถ้าจะฟังความจากทุกฝ่าย การมีระเบียบหรือกรรมการสิทธิในการสอบสวนภายในของคริสตจักรหรือองค์กรเป็นสิ่งที่สำคัญ (ควมคิดเห็นผู้เขียน) และเป็นจุดสำคัญในระบบกฎหมายและกฏระเบียบทั้งหมด ความจริงแล้ว โดยพระประสงค์ของพระเจ้าการที่ผู้เชื่อด้วยกันมีความขัดแย้งก็ไม่ควรถึงโรงถึงศาล ไม่เช่นนั้น เจ้าพนักงานที่ไม่ใช่คริสเตียนมาทบทวนข้อพระคัมภีร์ให้ฟัง (เพราะเขาต้องนำเราเข้าสู่การไกล่เกลี่ย) ถ้าเป็นแบบนี้พระเจ้าจะได้รับเกียรติหรือ? แม้ว่าโดยหลักการ ‘คำปราศรัยแรกในชั้นศาลน่าเชื่อถือเสมอ จนกว่าการไต่สวนจะเริ่มขึ้น!’ ซึ่งอาจจะทำให้การพูดของคนแรกชนะก็ตาม
จาก โรม 14:1-18 ถ้าตอนนั้นคริสตจักรเมื่อสองพันปีก่อนเชื่อฟังคำสั่งสอนของอาจารย์เปาโล ก็จะร่วมสามัคคีธรรมกันได้อย่างสวยงาม จุดประสงค์ของเปาโลในข้อพระคำเหล่านี้ คือ ‘เพื่อช่วยให้คริสเตียนที่มีความคิดแบบอนุรักษ์นิยม (ส่วนใหญ่เป็นพวกยิว) และคริสเตียนที่มีความคิดแบบเสรีนิยม (ส่วนใหญ่เป็นคนต่างชาติ) สามารถอยู่ร่วมกันอย่างมีไมตรีในการสามัคคีธรรม’ – จอห์น สตอตต์
อาจารย์เปาโลยินดีจะต่อสู้จนถึงที่สุด ในเรื่องความจริงแห่งข่าวประเสริฐ ว่าพระคริสต์ทรงตายเพื่อเรา (ข้อ 9, 15) การมีชีวิต การสิ้นพระชนม์ และการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซู (ข้อ 9) และความเป็นจอมเจ้านายของพระคริสต์ (ข้อ 9) เป็นตัวอย่างของสิ่งที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้
เรื่องที่ขัดแย้งกันอาจจะมีความสำคัญ แต่ไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่รวมเราทุกคนเป็นหนึ่งเดียว ‘เพราะว่าแผ่นดินของพระเจ้านั้นไม่ใช่การกินและการดื่ม แต่เป็นความชอบธรรมและสันติสุขและความชื่นชมยินดีในพระวิญญาณบริสุทธิ์’ (ข้อ 17) นี่เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างแท้จริง
ขอให้เราอย่าเสพติดกับการโต้เถียงเกี่ยวกับเรื่องที่ขัดแย้ง ซึ่งทำให้เกิดความแตกแยก และทำให้คนที่อยู่นอกคริสตจักรรังเกียจการเป็นคริสเตียนในที่สุด