จะว่าไปแล้ว ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ มีตัวอย่างของความรักที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนที่สุด เพราะสังคมปัจจุบัน “ความรัก” ถูกใช้ในหลากหลายความหมาย บางครั้งหมายถึงความรู้สึก บางครั้งหมายถึงความพึงพอใจ หรือแม้แต่ผลประโยชน์ต่างตอบแทน แต่ความรักของพระเยซูคริสต์ เราจะพบ “ความรักที่เสียสละ” ความรักที่ไม่ขึ้นอยู่กับการคู่ควรของคนรับ แต่มาจากพระลักษณะของพระเจ้า
พระเยซูคริสต์ไม่ได้เลือกที่จะรักเฉพาะคนดี มีฐานะ หรือคนที่ทำประโยชน์ให้พระองค์ พระองค์ทรงรักคนยากจน คนบาป คนป่วย คนที่สังคมรังเกียจ และแม้แต่ผู้ที่กำลังจะทรยศพระองค์ ซึ่งความรักแบบนี้สอนให้เราเห็นว่า คุณค่าของมนุษย์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ครบถ้วน แต่ขึ้นอยู่กับการที่พระเจ้าเห็นว่าเรามีคุณค่า
พระองค์ทรงพิสูจน์ความรักด้วยชีวิต ทรงรักษาคนป่วย ปลอบโยนคนทุกข์ใจ เลี้ยงดูผู้หิวโหย ให้อภัยคนบาป และสุดท้ายพระองค์ยอมสละพระชนม์บนไม้กางเขน พระคัมภีร์กล่าวว่า “แต่พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์แก่เรา คือขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา” (โรม 5:8) นี่คือความรักที่แท้จริง ที่ไม่ได้มาจากคำพูด แต่มาจากการกระทำที่พร้อมเสียสละเพื่อผู้อื่น
คำสอนที่โดดเด่นที่สุดประการหนึ่งของพระเยซูคือ “จงรักศัตรูของท่าน และอธิษฐานเพื่อผู้ที่ข่มเหงท่าน” (มัทธิว 5:44) เรียกได้ว่า เป็นความรักที่เหนือธรรมชาติ เพราะธรรมชาติของมนุษย์มักตอบโต้ความเกลียดชังด้วยความเกลียดชัง แต่พระเยซูทรงสอนให้ตอบแทนความชั่วด้วยความดี เมื่อพระองค์ถูกตรึงบนไม้กางเขน พระองค์ยังทรงอธิษฐานว่า “ข้าแต่พระบิดา ขอทรงโปรดยกโทษพวกเขา เพราะเขาไม่รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่” (ลูกา 23:34) ความรักเช่นนี้เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนทั่วโลกเรียนรู้การให้อภัยและการคืนดี
พระเยซูทรงพูดคุยกับหญิงชาวสะมาเรีย ทรงสัมผัสคนโรคเรื้อน ทรงเรียกคนเก็บภาษีมาเป็นสาวก และทรงต้อนรับเด็กเล็ก ๆ พระองค์ทรงมองเห็นคุณค่าของแต่ละคน แม้สังคมจะมองข้าม นี่เป็นบทเรียนสำคัญว่า ความรักแท้คือการมองเห็นคุณค่าในผู้อื่น และในคืนก่อนถูกจับ พระเยซูทรงล้างเท้าสาวก ซึ่งเป็นหน้าที่ของคนรับใช้
ตลอดประวัติศาสตร์ มีผู้คนมากมายที่เปลี่ยนแปลงชีวิต เพราะได้รับความรักจากพระเยซูคริสต์ ไม่ว่าจะเป็นผู้สิ้นหวัง นักโทษ ผู้ติดยา หรือผู้ที่เคยเต็มไปด้วยความเกลียดชัง หลายคนกลายเป็นผู้ให้อภัย ผู้รับใช้ และผู้สร้างสันติสุข ความรักของพระคริสต์ไม่ได้เป็นเพียงคำสอน แต่เป็นพลังที่เปลี่ยนหัวใจมนุษย์จากภายใน
แน่นอนเราบอกได้ว่า พระเยซูคริสต์ทรงเป็น “แรงบันดาลใจเรื่องความรัก” และรักโดยไม่มีเงื่อนไข ทรงเสียสละเพื่อผู้อื่น ทรงให้อภัยศัตรู ทรงเห็นคุณค่าในทุกชีวิต และทรงสอนให้เรารักด้วยการลงมือทำ
ในโลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง ความเห็นแก่ตัว และความแตกแยก ความรักของพระคริสต์ยังคงเป็นความหวังที่สามารถเยียวยาหัวใจ ฟื้นฟูครอบครัว และสร้างสังคมที่เปี่ยมด้วยเมตตาได้ ดังที่อาจารย์เปาโลกล่าวไว้ว่า “และบัดนี้ยังตั้งอยู่สามสิ่ง คือ ความเชื่อ ความหวังใจ และความรัก แต่ความรักใหญ่ที่สุด” (1 โครินธ์ 13:13)
เมื่อเราให้ความรักของพระเยซูคริสต์เป็นสารตั้งต้นในชีวิต ชีวิตของเราจะไม่เพียงเปลี่ยนแปลง
ตัวเองเท่านั้น แต่ยังสามารถเป็นพรและเป็นแรงบันดาลใจแก่ผู้คนรอบข้างได้อีกด้วย
